เรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสแรงทั่วโลกออนไลน์ขณะนี้ คงหนีไม่พ้นกรณีของ “โอ๋” บุคคลที่กลายเป็นประเด็นร้อนหลังมีผู้เสียหายออกมาแฉว่า ซื้อบ้านแต่กลับไม่ได้บ้านจริง แถมยังมีการกล่าวหาว่ามี “พฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อโกง” จนทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ และความน่าเชื่อถือของผู้ขายในยุคที่การลงทุนอสังหาฯ ดูจะเป็นทางรวยยอดนิยมของคนรุ่นใหม่
จุดเริ่มต้นของเรื่องราว “ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน”
เหตุการณ์เริ่มต้นจากผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่ได้ทำสัญญาซื้อบ้านจาก “โอ๋” ซึ่งโฆษณาไว้อย่างสวยหรู ทั้งภาพบ้านจริงทำเลทอง ราคาดี และสัญญาซื้อขายที่ดูถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อถึงเวลาส่งมอบกลับไม่มีบ้านจริงในพื้นที่ที่ระบุไว้ และเอกสารหลายอย่างมีความผิดปกติ
หลังจากนั้น ผู้เสียหายหลายรายเริ่มรวมตัวกันเพื่อร้องเรียนหน่วยงานรัฐ โดยพบว่า มีผู้เสียหายจำนวนมากกว่า 20 ราย และยอดความเสียหายรวมกันกว่า หลายสิบล้านบาท ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายฉ้อโกงหรือไม่
เบื้องหลัง “โอ๋” กับธุรกิจบ้านที่สั่นสะเทือน
“โอ๋” เป็นบุคคลที่ก่อนหน้านี้เคยมีชื่อเสียงในแวดวงนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ มีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างหนักในการโปรโมตโครงการบ้าน พร้อมรีวิวโชว์ไลฟ์สไตล์หรูหรา จนหลายคนหลงเชื่อว่าเป็นนักพัฒนาอสังหาฯ ตัวจริงเสียงจริง
แต่เมื่อมีการตรวจสอบลึกลงไป กลับพบว่าโครงการหลายแห่งที่อ้างว่าสร้างจริงนั้น ไม่มีใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน และบางโครงการไม่มีการขออนุญาตก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงในทางธุรกิจอสังหาฯ
การสืบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
หลังจากมีผู้ร้องเรียนมากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบฯ ได้รับเรื่องและเริ่มขยายผล โดยเรียกเอกสารทั้งหมดมาประกอบการพิจารณา พบว่ามีร่องรอยการ “รับเงินมัดจำ–รับเงินงวดแรก” จากลูกค้าจริง แต่ไม่สามารถส่งมอบบ้านได้ตามที่ตกลง ซึ่งเข้าข่าย “หลอกลวงประชาชน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
หากศาลพิสูจน์ได้ว่า “โอ๋” มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ อาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เสียงสะท้อนจากผู้เสียหาย
หนึ่งในผู้เสียหายเผยว่า “ตอนนั้นเชื่อใจเพราะเห็นโอ๋มีหน้ามีตาในสังคม โฆษณาผ่านช่องยูทูบกับอินฟลูเอนเซอร์ดัง ตอนนี้เสียเงินไปเกือบ 2 ล้านบาท แต่ไม่มีแม้แต่ที่ดินหรือบ้านจริงให้เห็น”
อีกคนเล่าว่า “บ้านที่สัญญาไว้มีแบบและพิกัดชัดเจน แต่พอไปดูพื้นที่กลับเป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่รอยรั้วหรือป้ายโครงการ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดกลไกตรวจสอบธุรกิจอสังหาฯ ที่เพียงพอ
กระแสโซเชียล: จากความเห็นใจสู่การตั้งคำถาม
ในโลกออนไลน์ เรื่องนี้ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว มีทั้งผู้ที่เคยรู้จัก “โอ๋” ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงคนในวงการอสังหาฯ ที่ยืนยันว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก มีเคสคล้ายกันเกิดขึ้นมาก่อนแต่ไม่เป็นข่าว
คำถามที่ตามมาคือ “ทำไมหน่วยงานภาครัฐไม่ตรวจสอบตั้งแต่ต้น?” และ “ผู้ซื้อบ้านควรป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ?” กลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ร้อนแรงในหลายแพลตฟอร์ม
วิเคราะห์พฤติกรรมฉ้อโกง 100%
นักกฎหมายอสังหาริมทรัพย์อธิบายว่า พฤติกรรมลักษณะนี้มีลักษณะของ “การฉ้อโกงทางธุรกิจ” ที่ครบองค์ประกอบทั้ง 3 คือ
-
การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เช่น โฆษณาโครงการที่ไม่มีจริง
-
การหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อ ด้วยการแสดงตัวมีฐานะและโครงการมั่นคง
-
การได้รับประโยชน์จากการหลอกลวง โดยการรับเงินจากผู้ซื้อ
ดังนั้น จึงถือว่าเข้าข่าย “ฉ้อโกง 100%” หากตรวจพบว่ามีการกระทำโดยเจตนา
ผลกระทบต่อวงการอสังหาฯ และความเชื่อมั่นผู้บริโภค
คดีนี้กลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของวงการอสังหาฯ ในไทย เพราะทำให้ผู้บริโภคเริ่มระแวงและไม่มั่นใจในโครงการบ้านใหม่ ๆ โดยเฉพาะโครงการที่ใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
นักวิเคราะห์มองว่า ต่อจากนี้ “ผู้ประกอบการรายเล็ก” จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะผู้ซื้อจะระมัดระวังมากขึ้น ต้องมีใบอนุญาตชัดเจน และการทำธุรกรรมทุกขั้นตอนจำเป็นต้องโปร่งใส
บทเรียนสำคัญ: ก่อนซื้อบ้านควรตรวจสอบอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 5 ขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ซื้อบ้านมือใหม่
-
ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน (โฉนดจริง) ว่ามีชื่อใครเป็นเจ้าของ
-
ดูใบอนุญาตจัดสรรที่ดินและก่อสร้าง ว่าออกโดยหน่วยงานใด
-
ตรวจสอบชื่อบริษัทในทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
-
อย่าโอนเงินก่อนเห็นหลักฐานการก่อสร้างจริง
-
ใช้บริการทนายหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาฯ ตรวจสัญญา ก่อนลงนาม
ขั้นตอนเหล่านี้อาจดูยุ่งยาก แต่สามารถป้องกันความเสียหายได้หลายล้านบาท
สรุปคดี “โอ๋” ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน
จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดี โดยมีแนวโน้มว่า “โอ๋” จะถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนเต็มรูปแบบ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง นี่อาจเป็น “กรณีตัวอย่างของปี 2025” ที่สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของการลงทุนโดยไม่ตรวจสอบ
คดีนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนสำหรับสังคมว่า “ความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์” อาจไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด การลงทุนใด ๆ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านสังคม
นักจิตวิทยาสังคมวิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดจาก “ความไว้วางใจเชิงภาพลักษณ์” ผู้คนมักเชื่อในสิ่งที่เห็นจากโซเชียล เช่น บ้านหรู รถแพง หรือชีวิตที่ดูประสบความสำเร็จ โดยลืมตั้งคำถามว่าภาพเหล่านั้นจริงแค่ไหน
นี่คือบทเรียนราคาแพงที่หลายคนต้องจดจำ — “อย่าเชื่อเพียงภาพ อย่าซื้อเพียงคำพูด”
เสียงจากวงการกฎหมาย
ทนายความชื่อดังให้สัมภาษณ์ว่า “คดีนี้มีแนวโน้มเข้าสู่ศาลในเร็ว ๆ นี้ และหากมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ศาลพิจารณาโทษหนักขึ้น” พร้อมย้ำว่าการกระทำเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงความผิดทางแพ่ง แต่เป็นอาญาด้วย
บทสรุป: บ้านที่ไม่มีอยู่จริง กับความเสียหายที่มีอยู่จริง
กรณี “โอ๋ ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องฉ้อโกงทั่วไป แต่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมที่ลึกซึ้งกว่านั้น ทั้งความไว้ใจที่ถูกบิดเบือน ความไม่รอบคอบของผู้บริโภค และการขาดกลไกควบคุมที่เข้มแข็งจากรัฐ
เมื่อบ้านซึ่งควรเป็น “ที่พักใจ” กลายเป็น “ต้นเหตุของความทุกข์” คำถามคือ… เราจะป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร?
FAQ
-
คดี “โอ๋ ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน” เกิดขึ้นเมื่อไร?
– เริ่มมีการร้องเรียนตั้งแต่กลางปี 2025 และกำลังอยู่ในขั้นตอนสอบสวน -
พฤติกรรมของ “โอ๋” เข้าข่ายฉ้อโกงอย่างไร?
– มีการรับเงินโดยสัญญาว่าจะสร้างบ้านให้ แต่ไม่สามารถส่งมอบได้จริง และไม่มีโครงการจริงในพื้นที่ -
ผู้เสียหายสามารถทำอะไรได้บ้าง?
– สามารถรวมตัวกันยื่นร้องเรียนต่อกองปราบฯ หรือฟ้องร้องทางแพ่งและอาญาเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย -
จะรู้ได้อย่างไรว่าบ้านที่ซื้อมีใบอนุญาตจริง?
– ตรวจสอบได้จากกรมที่ดิน หรือสำนักงานที่ดินจังหวัดที่โครงการตั้งอยู่ -
ถ้าผู้ขายอ้างว่าอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาต ถือว่าผิดไหม?
– หากยังไม่ขออนุญาตแต่มีการขาย ถือว่าผิดตามกฎหมายจัดสรรที่ดิน -
หน่วยงานใดรับผิดชอบตรวจสอบเรื่องนี้?
– กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกรมที่ดิน

ใส่ความเห็น